คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ปลาทอง

  

        ปลาทองหรือปลาเงินปลาทอง มีชื่อสามัญว่า Goldfish   เป็นปลาสวยงามน้ำจืดที่นิยมเลี้ยงมานานแล้ว จัดเป็นปลาที่ติดตลาด คือเป็นปลาที่มีจำหน่ายในร้านขายปลาสวยงามทุกร้านและสามารถขายได้ราคาดีตลอดปี โดยทั่วไปจัดว่ามีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีน ซึ่งชาวจีนจะเรียกปลาทองที่ได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติว่า Chi Yu และเรียกปลาทองที่เลี้ยงอยู่ตามบ้านว่า Chin Chi Yu ในประเทศญี่ปุ่น ปลาทองได้รับความนิยมเลี้ยงกันอย่างมาก และมีการพัฒนาวิธีการเพาะพันธุ์มีการคัดเลือกปลาที่มีลักษณะเด่นต่างๆมาผสมพันธุ์กัน ทำให้ได้ปลาทองที่มีลักษณะสวยงามขึ้นมาหลายชนิด และได้รับความนิยมแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ

      ชาวจีนเป็นชาติแรกที่นิยมเลี้ยงปลาทอง โดยปลาทองสายพันธุ์ดั้งเดิมไม่มีความสวยงามมากนัก   มีลักษณะทั่วไปคล้ายปลาไน เพียงแต่ว่ามีสีสันสวยงามและสดกว่าปลาไน   
.   การเลี้ยงปลาทองได้รับความนิยมมากในระหว่างปี พ.. 1243 - 1343   โดยชาวจีนในสมัยนั้นนิยมเลี้ยงปลาทองไว้ในสระน้ำในบริเวณรั้วบ้าน  ต่อมาในปี พ.. 1716 - 1780  มีการนำปลาทองมาเลี้ยงในกรุงปักกิ่ง โดยนิยมเลี้ยงในอ่างกระเบื้องเคลือบ การเลี้ยงปลาทองเพื่อการจำหน่ายจึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว เริ่มมีการเพาะพันธุ์ปลาทองและได้พันธุ์ปลาแปลกๆมากขึ้น ในปี พ.. 2043 จึงมีการนำปลาทองเข้าไปเลี้ยงในเมืองซาไกประเทศญี่ปุ่น แต่ได้รับความสนใจมากในปี พ.. 2230 สำหรับประเทศอื่นๆที่มีรายงานเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาทองได้แก่
                ปี พ..  2234   ที่ประเทศอังกฤษ
                ปี พ..  2323   ที่ประเทศฝรั่งเศส
                ปี พ..  2419   ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
                สำหรับในประเทศไทยไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่คาดว่าราวปี พ..  1911 - 2031
                Frank (1969)  ได้จัดลำดับชั้นของปลาทองไว้ดังนี้
                Class                       :   Osteichthyes
                  Subclass               :   Teleostei
                    Order                  :   Cypriniformes
                      Suborder           :   Cyprinoidei (Carps)
                        Family             :   Cyprinidae
                          Genus           :   Carassius
                            Species       :   auratus             

   ปลาทองสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบในธรรมชาตินั้น มีรูปร่างคล้ายปลาไนแต่มีขนาดเล็กกว่าปลาไนมาก คือ เป็นปลาที่มีรูปร่างป้อม แบนข้างเล็กน้อย ส่วนหัวลาด ปากมีขนาดเล็ก มีหนวดสั้น 2 คู่ ครีบหลังค่อนข้างยาว ครีบหางเป็นแฉกเว้าลึก ีลำตัวมีสีน้ำตาลคล้ำอมทองหรือสีส้ม ส่วนท้องสีจางกว่าลำตัว หรือสีขาว 
                 เนื่องจากมีการนำปลาทองไปเลี้ยงในประเทศต่างๆ ประกอบกับเป็นปลาที่ผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์กับปลาในกลุ่มเดียวกันชนิดอื่นๆได้ง่าย ทำให้มีการพัฒนาสายพันธุ์ปลาทองชนิดใหม่ๆออกมาหลายชนิด มีลักษณะเด่นสวยงามแตกต่างกันไป ซึ่งลักษณะเด่นๆที่สำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ได้แก่ 
  • ครีบหาง เปลี่ยนแปลงจากหางแฉก หรือหางเดี่ยว เป็น หางพวง หรือหางคู่
  • ครีบก้น  เปลี่ยนแปลงจากครีบเดี่ยว เป็น ครีบคู่
  • ครีบหลัง บางชนิดจะไม่มีครีบหลัง
  • ส่วนหัว บางชนิดจะมีลักษณะที่พองออกเป็นวุ้น
  • ตา  บางชนิดมีกระบอกตาที่โป่งพองออก
            
                                                                                                                     

เลี้ยงปลาทองให้สดใส แข็งแรง




1. การเลือกซื้อปลา และข้อควรปฏิบัติในการเลี้ยง
ปัจจัยหลักอย่างแรกในการเลือกซื้อปลา นั่นก็คือ ความแข็งแรง ปลาขณะอยู่ที่ร้านจำหน่ายปลาจะต้องเป็นปลาที่แข็งแรง ว่ายน้ำ ไม่มีอาการซึม หากเป็นปลานำเข้าจากต่างประเทศ ควรเป็นปลาที่นำเข้ามาแล้วไม่น้อยกว่า 10 วัน สังเกตทั่วทุกส่วนของปลาจะต้องไม่มีบาดแผล หรือจุดแปลกปลอมใด ๆ ปัจจัยต่อมาก็คือความสวยงามของปลา ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์พอสมควร เพราะฉะนั้นจึงควรเลือกซื้อปลาจากร้านที่มีชื่อเสียง เชื่อถือและไว้วางใจได้ เมื่อเลือกซื้อปลาที่ท่านถูกใจได้และนำกลับบ้านแล้ว การปล่อยปลาจะต้องนำถุงปลาวางลอยไว้ในบ่อที่ใช้เลี้ยง ประมาณ 20-30 นาที เพื่อปรับอุณหภูมิน้ำในถุงให้เท่ากับน้ำในบ่อ หลังจากนั้นเปิดถุงปลาออก ตักน้ำในบ่อใส่เพิ่มลงไปในถุงทีละน้อย ปล่อยไว้สักระยะหนึ่ง แล้วจึงปล่อยปลาลงสู่บ่อได้ เมื่อปลาอยู่ในบ่อแล้ว สถานที่ สภาพน้ำ สภาพภูมิอากาศ อาจจะแตกต่างจากที่เคยอยู่เดิม และปลาจะอ่อนแอจากการเคลื่อนย้าย เพราะฉะนั้นจึงควรงดการให้อาหารแก่ปลา 1 วัน เพื่อให้ปลาปรับสภาพ และแข็งแรงก่อน ปัญหาที่มักพบบ่อยคือ การนำปลาใหม่ที่พึ่งจะซื้อ ไปปล่อยรวมกับปลาเดิมที่เลี้ยงอยู่แล้ว อาจจะทำให้ปลาป่วยได้ จึงสมควรที่จะต้องแยกเลี้ยงปลาใหม่ไว้ต่างหาก ประมาณ 10 วันขึ้นไป หากปลาแข็งแรงดี ไม่มีอาการใด ๆ ผิดปกติ ก็สามารถนำไปรวมกับปลาเดิม เลี้ยงในบ่อเดียวกันได้ หลังจากรวมปลาแล้วควรงดอาหารสัก 1-2 วัน แล้วสังเกตอาการปลาอย่างใกล้ชิด การเปลี่ยนน้ำในบ่อปลาเดิมเป็นน้ำใหม่ทั้งหมดก่อนการรวมปลาจะเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อของปลาได้เป็นอย่างดี





2. เลี้ยงอย่างไรให้ปลาโตและสวยด้วย
มีผู้กล่าวว่า ถ้าเลือกซื้อปลาที่สวยและมีสายเลือดที่ดี นำไปเลี้ยงแล้วปลามีการพัฒนาที่ด้อยลง แสดงให้รู้ว่าฝีมือการเลี้ยงยังไม่ดี ถ้าเลี้ยงแล้วปลาคงสภาพเดิม ฝีมือการเลี้ยงก็อยู่ในระดับทั่วไป แต่ถ้าเลี้ยงไปแล้วปลามีพัฒนาการที่ดีขึ้น ยิ่งโตยิ่งสวยขึ้น ก็เรียกได้ว่า มีฝีมือการเลี้ยงที่ดีมาก การที่จะทำให้การเลี้ยงปลาทองให้โตด้วย และสวยได้ั ไม่ใช่เรื่องยากเย็น การเตรียมความพร้อมให้ครบถ้วนตามที่ได้เขียนไว้ข้างต้น เป็นพื้นฐานของการเลี้ยงปลาให้มีคุณภาพดีได้ ปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุด ก็คือ การเอาใจใส่ ดูแลปลา อย่างสม่ำเสมอ การรักษาคุณภาพน้ำให้สะอาดอยู่เสมอ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ควรมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำปลาทองของท่านอยู่เสมอ ๆ หากเปลี่ยนถ่ายน้ำได้ทุกวันยิ่งดี ไม่ใช่เรื่องยากหากท่านมีการเดินท่อน้ำใหม่ และเดินท่อน้ำเก่าทิ้ง เพียงแต่เปิดให้น้ำเก่าไหลทิ้ง ดูดสิ่งสกปรก ขี้ปลา ออก และเปิดเติมน้ำใหม่ลงสู่บ่อทีละน้อย ก็จะทำให้บ่อปลาของท่านมีน้ำที่ใสสะอาดอยู่ตลอดเวลา อุณหภูมิของน้ำใหม่ มักจะสูงกว่าอุณหภูมิของน้ำในบ่อ การเปิดเติมน้ำใหม่ทีละน้อย จะช่วยให้ปลาสามารถปรับตัวได้ และมีสุขภาพแข็งแรง ควรหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนถ่ายน้ำอย่างกระทันหัน เพราะอาจจะทำให้ปลาอ่อนแอ และป่วยได้
การให้อาหารปลา
 ควรเลือกสรรอาหารปลาที่สะอาด และมีคุณภาพดี ในปัจจุบันอาหารเม็ดก็มีการพัฒนาคุณภาพของสินค้าขึ้นไปมาก มีโปรทีนสูง และอาหารเม็ดบางชนิดก็ช่วยให้ปลาย่อยง่าย ขับถ่ายเป็นปกติ และสามารถซื้อหาได้สะดวก ควรให้อาหารแก่ปลาครั้งละน้อย ให้ปลาสามารถกินหมดได้ภายใน 5-10 นาที หากเป็นปลาเล็ก จนถึงปลาในรุ่นโทไซ ควรให้อาหารบ่อยครั้งเพื่อให้ปลาสมบูรณ์ หากไม่มีเวลามากพอ ก็สามารถหาซื้อเครื่องให้อาหารปลาอัตโนมัติ ซึ่งตั้งเวลาการให้อาหารปลา และจำนวนอาหารมากน้อยตามที่ต้องการได้ การให้อาหารสด จำพวก หนอนแดง ลูกน้ำ ก็จะทำให้ปลามีความสมบูรณ์เต็มที่ แต่ทั้งนี้อาจจะเสี่ยงต่อการติดโรคได้ จึงควรนำอาหารเหล่านี้มาฆ่าเชื้อ โดยการแช่ในน้ำที่ผสมยาที่สามารถฆ่าปรสิต ปลิงใส เห็บ และเชื้อโรคอื่น ๆ ได้ เช่น ยา Aquarium 2 , ไซเตส หรือแช่ในน้ำผสมด่างทับทิม เป็นต้น โดยแช่ไว้ในระยะเวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นนำไปล้างในน้ำสะอาดหลาย ๆ เที่ยว แล้วจึงค่อยให้ปลากิน หรืออีกวิธีคือการนำอาหารสดล้างให้สะอาดตามขั้นตอนข้างต้น จากนั้นนำไปแช่ช่องแข็งในตู้เย็น อย่างน้อย 3 วัน แล้วจึงค่อยให้ปลากิน ก็จะสามารถควบคุมโรคได้อย่างดีที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ้การล้างอาหารสดให้สะอาดก่อนให้ปลากินจะแก้ไขปัญหาของเชื้อโรคที่ติดมาได้ แต่ข้อสำคัญอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้ามก็คือเปลี่ยนถ่ายน้ำให้สะอาดหลังจากการให้อาหารสด
การจับปลาขึ้นมาจากบ่อ ควรใช้กาละมังตักปลาขึ้นมาพร้อมกับน้ำ หรือกระชอนพิเศษที่ทำขึ้นโดยเฉพาะ การจับปลาด้วยมือเปล่าควรล้างมือให้สะอาดก่อน แต่ก็ไม่ควรทำ เพราะอุณหภูมิของมือคนจะอยู่ที่ประมาณ 36.5 องศา แต่อุณหภูมิของปลาจะต่ำกว่ามาก หากต้องการจับปลาด้วยมือจริง ๆ ให้นำมือแช่ไว้ในบ่อปลาสักพักหนึ่งก่อนแล้วค่อยจับ ก็สามารถช่วยได้
เมื่อปลาป่วย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของสิ่งมีชีวิต ก็ควรรีบทำการรักษาทันที อย่าปล่อยไว้สักระยะแล้วค่อยรักษา เพราะจะทำให้ปลามีอาการทรุดลง และยากต่อการรักษา การที่ปลาจะป่วยได้จะต้องมีสาเหตุ ลองนึกย้อนหลังไปสัก 1-2 วันว่า การเลี้ยงของท่านมีอะไรผิดปกติไปบ้างหรือเปล่า เช่น ให้อาหารสดที่ไม่สะอาด , ปล่อยให้น้ำในบ่อสกปรก โดยไม่เปลี่ยนถ่ายน้ำ, น้ำฝนตกสู่บ่อ เป็นต้น การรักษาในเบื้องต้นคือการเปลี่ยนถ่ายน้ำให้สะอาด แล้วใส่เกลือสะอาดลงไปในบ่อเล็กน้อย งดการให้อาหารเด็ดขาด เปิดออกซิเจนให้แรงขึ้น คอยดูอาการ หากวันรุ่งขึ้นยังไม่ดีขึ้น ให้เติมเกลือลงในบ่อเพิ่ม รวมเป็นประมาณ 300 กรัม ต่อน้ำ 100 ลิตร ตามปกติปลาจะมีอาการดีขึ้นภายใน 1 –2 วัน
สรุปแล้ว ก็คือ น้ำสะอาด อาหารสมบูรณ์ หลีกเลี่ยงที่จะทำให้ปลาต้องปรับสภาพกะทันหัน เพียงเท่านี้ก็สามารถเลี้ยงปลาให้สวยได้แล้ว
ผมรวบรวมวิธีการเลี้ยงปลาทอง โดยอาศัยประสบการณ์ในการเลี้ยงที่ผ่านมา โดยเฉพาะปลาทอง Ranchu, Tosakin และ Jikin และอาศัยการสังเกต และสอบถาม Breeder ที่มีชื่อเสียง จากการที่ได้เดินทางไปเยี่ยมชมฟาร์มปลาที่ประเทศญี่ปุ่น แต่โดยทั่วไปแล้ว ปลาทองทุกสายพันธุ์จะมีวิธีการเลี้ยงที่ใกล้เคียงกัน ทำให้สามารถนำวิธีการเลี้ยงนี้ ไปใช้ได้กับปลาทองทุกชนิด
สำหรับผู้เลี้ยงทุกท่านที่ได้อ่านบทความนี้แล้วอาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากผมไป ขอให้ท่านช่วยแสดงความคิดเห็น เพื่อการพัฒนาแบบยั่งยืนของวงการปลาทองต่อไป โดยสามารถแสดงความคิดเห็นมาได้ที่bossranchu@bossranchu.com 

หลักการเลี้ยงปลาทอง



ปลาทอง เป็นปลาสวยงามอันดับต้น ๆ ที่ได้รับความนิยมเลี้ยงกันอย่างกว้างขวาง เพราะสวยงามและดูมีชีวิตชีวา แถมชื่อยังเป็นมงคลอีกด้วย นักเลี้ยงปลาทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น จึงเลือกเลี้ยงเจ้าปลาชนิดนี้ไว้ดูเล่นกันเป็นจำนวนมาก 

          แม้ว่าปลาทอง จะเป็นปลาสวยงามที่เลี้ยงไม่ยาก แต่หลายต่อหลายคนก็อกหักจากการเลี้ยงปลาทองมาแล้วไม่น้อย เนื่องจากปลาทองจัดเป็นปลาที่ตายได้ง่าย ๆ หากไม่รู้วิธีการเลี้ยงอย่างถูกต้อง และวันนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ ในการเลี้ยงมาฝากกัน

          ก่อนอื่นมาทำความรู้จักปลาทองที่ได้รับความนิยมเลี้ยงในไทย แบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์คือ  

          1.ปลาทองพันธุ์หัวสิงห์ มีลักษณะเด่นบริเวณหัว ที่จะมีก้อนเนื้อหุ้มอยู่คล้ายสวมหัวโขน
 
          2.ปลาทองพันธุ์ออรันดา ลำตัวค่อนข้างยาว ครีบหางอ่อนช้อยเป็นพวงสวยงาม

 ภาชนะที่ใช้เลี้ยง

          ในการเลี้ยงปลาทองให้สุขภาพแข็งแรง และมีสีสันสดใส จำเป็นต้องใส่ใจรายละเอียดตั้งแต่สถานที่เลี้ยง และภาชนะที่ใช้เลี้ยง โดยทั่วไปนิยมเลี้ยงในตู้กระจกใส และอ่างซีเมนต์ หากเลี้ยงในตู้กระจกควรเลือกขนาดที่มีความจุของน้ำอย่างน้อย 40 ลิตร ใช้เลี้ยงปลาทองได้ 12 ตัว แต่ถ้าเลี้ยงในอ่างซีเมนต์ ต้องคำนึงถึงแสงสว่าง ควรเป็นสถานที่ไม่อับแสง และแสงไม่จ้าจนเกินไป ทั้งนี้ ควรใช้ตาข่ายพรางแสง ประมาณ 60% ปิดปากบ่อ ส่วนสภาพของบ่อเลี้ยงควรสร้างให้ลาดเอียง เพื่อความสะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ำ 
    
 การให้อาหาร

          แนะนำว่าควรให้อาหารสำเร็จรูป วันละ 1-2 ครั้ง โดยการให้แต่ละครั้งไม่ควรมากจนเกินไป เพราะจะทำให้ปลาทองอ้วน และเสี่ยงตายได้ เนื่องจากปลาทองค่อนข้างกินจุ ดังนั้นอย่าตามใจปากปลาทอง ส่วนอาหารเสริมอย่างลูกน้ำและหนอนแดง สามารถให้เสริมได้โดยดูความอ้วนและความแข็งแรงของตัวปลา ลักษณะปลาที่ตัวใหญ่หรืออ้วน สังเกตได้จากบริเวณโคนหางจะใหญ่แข็งแรงและมีความสมดุลกับตัวปลา และเมื่อมองจากมุมด้านบนจะสังเกตเห็นความกว้างของลำตัวอ้วนหนาและบึกบึน ขณะที่สีบนตัวปลาจะต้องมีสีสดเข้ม 

 คุณภาพของน้ำ

          น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด น้ำประปาที่ใช้เลี้ยงต้องระวังคลอรีน ควรเตรียมน้ำก่อนนำมาใช้เลี้ยงปลาทุกครั้ง โดยเปิดน้ำใส่ถังเปิดฝาวางตากแดดทิ้งไว้เพื่อให้คลอรีนระเหย หรืออาจติดตั้งเครื่องกรองน้ำใช้สารเคมีโซเดียมไธโอซัลเฟตละลายลงในน้ำ มีคุณสมบัติในการกำจัดคลอรีน แต่ควรดูสัดส่วนในการใช้ เพราะสารเคมีพวกนี้มีผลข้างเคียงต่อปลาหากใช้ไม่ถูกวิธี  

 อากาศหรือออกซิเจนในน้ำ 

          ปลาทองส่วนใหญ่เคยชินกับสภาพน้ำที่ต้องมีออกซินเจน ดังนั้น อย่างน้อยในภาชนะเลี้ยงต้องมีการหมุนเวียนเบา ๆ ไม่ว่าจะผ่านระบบกรองน้ำ น้ำพุ น้ำตก หรือปั๊มน้ำ เพราะการหมุนเวียนของน้ำ เป็นการทำให้เกิดการเติมออกซิเจน และปลาทองขนาดใหญ่ย่อมต้องการออกซิเจนมากกว่าปลาเล็ก ส่วนเรื่องอุณหภูมิของน้ำที่เหมาะสมคือ 28-35 องศาเซลเซียส แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาอุณหภูมิของน้ำไม่ให้เปลี่ยนแปลงขึ้น-ลงอย่างรวดเร็ว หากซื้อปลาบรรจุถุงมา เวลาจะปล่อยปลาลงในอ่างเลี้ยง ควรแช่ถุงลงในอ่างเลี้ยง 10-15 นาที เพื่อให้อุณหภูมิของน้ำในถุงกับในอ่างถ่ายเทเข้าหากันจนใกล้เคียงกัน แล้วค่อยปล่อยปลาลงไป

          การเลี้ยงปลาทอง ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ใส่ใจกับภาชนะเลี้ยง สภาพน้ำ การให้อาหาร และหมั่นสังเกตเจ้าปลาตัวโปรดของคุณอย่างสม่ำเสมอ ก็จะได้ปลาทองสวย ๆ ไว้เชยชมไปนาน ๆ 

ปลาทองกับฮวงจุ้ย



ความเชื่อเรื่องปลาทองกับฮวงจุ้ย

ปลาทองกับฮวงจุ้ย
ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ความเชื่อของคนจีน กับหลักทางฮวงจุ้ยเป็นเรื่องที่แยกกันแทบไม่ออกเลยล่ะครับ แต่สำหรับคนไทยเชื้อสายจีนแล้ว ฮวงจุ้ยก็ถือเป็นความสำคัญอย่างหนึ่งในการดำเนินชีวิตให้ถูกทาง หรือนำมาเป็นแบบแผน นำมาเป็นข้อปฏิบัติ ในการดำเนินชีวิตเลย ก็ว่าได้

ซินแสอีกทานหนึ่ง ซึ่งเป็นคนดังแห่งจังหวัดชลบุรี ท่านชื่อ "ซินแสหวาง" (อากงหวาง) ท่านเป็นคนหนึ่งที่ได้รับการไว้วางใจ จากตระกูลนักธุรกิจคนไทยเชื้อสายจีนหลายคนครับ ยกตัวอย่าง เช่น พรประภา, เตชะ ไพบูลย์ ฯลฯ ตลอดจนนักการเมืองต่างๆ ให้เป็นผู้ดูแลฮวงจุ้ย ดูหลักชัยภูมิ ดูทิศทางต่างๆ ให้

สำหรับซินแสหวางท่านนี้แล้ว ไม่ชอบเปิดเผยตัวเองเท่าใดนักครับ แต่เมื่อถึงเทศกาลตรุษจีนต้อนรับปีหมู ซินแสหวางท่านก็ได้แนะนำหลักในการเลี้ยงปลาสวยงามเพื่อเสริมดวงชะตาให้กับ "ประชาชาติธุรกิจ" ในงาน "มหกรรมปลาฮวงจุ้ย" ที่จัดขึ้น ณ อะควาติน่า ศูนย์ค้าปลาสวยงามชั้น 3 เสรีเซ็นเตอร์ ซึ่งปัจจุบันดูเหมือนว่า การเลี้ยงปลาเพื่อเสริมดวง เสริมโชคลาภ บารมี ก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่มาก โดยเฉพาะบรรดานักธุรกิจหลายราย ที่หันมาสนใจเลี้ยงปลาอย่างเป็นจริงเป็นจังเลยทีเดียว

โดยหลักๆ แล้ว ปลาเสริมดวงที่นิยมกันนั้นมีอยู่ 4 ชนิดคือ

1. ปลาทอง (จิน หยู)
สำหรับปลาทอง นิยมเลี้ยงเพื่อให้เงินทองไหลมาเทมาครับ เทคนิคการเลี้ยงก็คือ ให้เลี้ยงปลาทองจำนวน 9 ตัว (ปลาทอง 8 ตัวเป็นสีแดง และปลาทองอีก 1 ตัวเป็นสีดำ)

2. ปลาหมอสี
เชื่อว่าจะส่งผลให้อายุยืน บังเกิดความมั่นคงมั่งคั่ง 

3. ปลามังกรหรือปลาอะโรวาน่า
เสริมดวงเสริมบารมี เหมาะกับนักธุรกิจหรือข้าราชการที่ต้องการเลื่อนตำแหน่ง การงานก้าวหน้า และเป็นที่น่าเกรงขาม มีบุญมีบารมี

4. ปลาคาร์ป 
เหมาะกับผู้ที่ค้าขายช่วยให้มีผลกำไรและประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ

การวางตำแหน่งของตู้ปลาที่เราเลี้ยงก็สำคัญครับ การวางตำแหน่งของตู้ปลาต้องวางทางทิศเหนือ และอยู่ด้านซ้ายมือของบ้าน (ขณะยืนหันหน้าออกนอกบ้าน) จึงจะเหมาะที่สุดครับ โดยลักษณะของตู้ปลาหากจะวิเคราะห์ตามหลักธาตุทั้งห้าแล้ว จะเห็นว่าลักษณะที่เป็นมงคลมากที่สุดคือ ตู้ปลารูปทรงกลม และรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

ซินแสหวางยังฝากบอกอีกว่า การวางฮวงจุ้ยในการเลี้ยงปลาจะให้ดี ต้องขึ้นอยู่กับเจ้าบ้านเป็นหลัก และถ้าจะตรวจฮวงจุ้ยอย่างละเอียดอาจต้องดูหลายสิ่งประกอบกัน ทั้งชื่อ เพศ วันเกิด ธาตุ ราศี ตำแหน่งบ้าน ทิศทางของบ้าน อาชีพ

บางทีความเชื่อก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองด้วยครับ หากเราทำสิ่งที่เรารัก เราชอบ แล้วเราสบายใจ ก็มีความสุขโดยปริยายแล้วใช่ใหมครับ

เลี้ยงปลาทองตามหลักฮวงจุ้ย





หลักการเลี้ยงปลาทองตามหลักฮวงจุ้ย

เลี้ยงปลาทองตามหลักฮวงจุ้ย
ในสมัยก่อนที่ประเทศจีนคนที่จะเลี้ยงปลาทองได้ จะต้องเป็นเชื้อพระวงศ์,ขุนนาง,พ่อค้าหรือเศรษฐีเท่านั้น เพราะปลาทองสมัยนั้นมีราคาแพงมาก ซึ่งคนธรรมดาไม่สามารถหามาเลี้ยงได้ และการเลี้ยงปลาทองนั้นสามารถบ่งบอกถึงฐานะว่าเป็นอย่างไร  ความเชื่ออย่างหนึ่งก็คือ เชื่อกันว่าถ้าบ้านเรือนใดเลี้ยงปลาทองอยู่ในบ้าน จะเปรียบเสมือนมีทองอยู่ในบ้านและจะนำความร่มเย็น,โชคลาภ,อำนาจและบารมีให้แก่ผู้ที่เลี้ยง  กล่าวได้ว่าน้ำคือความร่มเย็นเป็นสุข และการไหลเวียนของน้ำ คือการทำให้การค้าราบรื่นสุดท้ายคือปลาทองจะนำความมั่งคั่งมาสู่คนเลี้ยง สรุปได้ว่าผู้ใดเลี้ยงปลาทองไว้ในบ้านจะนำความร่มเย็นเป็นสุข ทำมาค้าขายขึ้นเงินทองไหลมาเทมานั่นเองครับ
การเลี้ยงปลาทองเสริมบารมีจะมีปัจจัยอยู่ 4 ข้อ 
1. ลักษณะของตู้ปลา
2.จำนวนปลาที่เลี้ยง
3.สีของปลาที่เลี้ยง 
4.ลักษณะของปลาที่เลี้ยง

1. ลักษณะของตู้ปลาทอง
ตู้ปลาทอง 
ตู้ปลาลักษณะกลม สังกัดธาตุน้ำ ช่วยเลริมพลังของน้ำ ถือว่าเป็นมงคล
ตู้ปลาลักษณะสี่เหลี่ยมยาว สังกัดธาตุไม้ น้ำให้กำเนิดไม้ช่วยให้ไม้เจริญถือได้ว่าเป็นมงคล
ตู้ปลาลักษณะสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ สังกัดธาตุดิน ดินข่มน้ำ จึงไม่ควรใช้
ตู้ปลารูปหกเหลี่ยม เลขหกเป็นธาตุน้ำ แต่มีหลายเหลี่ยมถือว่าสังกัดธาตุไฟ จึงไม่ควรใช้เพื่อนำโชค
ตู้ปลารูปสามเหลี่ยมหรือแปดเหลี่ยม สังกัดธาตุไฟ จึงไม่ควรใช้

2. จำนวนปลาทองที่เลี้ยง
จำนวนปลาทอง 
คนส่วนมากเข้าใจกันว่า เลี้ยงปลาทองควรจะเลี้ยงเป็นเลขคี่จึงจะเป็นมงคล เช่น หนึ่ง,สาม,ห้า,เจ็ด,เก้า เป็นต้น ถ้าเป็นคู่จะไม่เป็นมงคล เช่น สอง,สี่,หก,แปด,สิบ เป็นต้น แต่ในทางฮวงจุ้ยแล้ว จะต้องนำจำนวนปลาทองมาเทียบกับแผนภูมิลั่วซูหรือเหอถู จะช่วยให้ได้ผลที่แน่นอน

จำนวนปลาทองเมื่อเทียบกับแผนภูมิลั่วซู

ปลาทอง หนึ่งตัว เลขหนึ่งสีขาวดาวทันหลัง เป็นดาวมงคลช่วยนำโชค
ปลาทอง สองตัว เลขสองสีดำดาวจวี้เหมิน เป็นดาวอัปมงคล ทำลายโชค
ปลาทอง สามตัว เลขสามสีเขียวมรกตดาวลู่ฉุน เป็นดาวอัปมงคลทำลายโชค
ปลาทอง สี่ตัว เลขสี่สีเขียวขี้ม้าดาวเหวินฉวี่ เป็นดาวมงคลช่วยนำโชค
ปลาทอง ห้าตัว เลขห้าสีเหลืองดาวเหลียนเจิน เป็นดาวอัปมงคลทำลายโชค
ปลาทอง หกตัว เลขหกสีขาวดาวอู๋ฉวี่ เป็นดาวมงคล ช่วยนำโชค
ปลาทอง เจ็ดตัว เลขเจ็ดสีแดงดาวพ่อจวิน เป็นดาวอัปมงคล ทำลายโชค
ปลาทอง แปดตัว เลขแปดสีขาวดาวจั๋วฝู่ เป็นดาวมงคล ช่วยนำโชค
ปลาทอง เก้าตัว เลขเก้าสีครามดาวอิ้วปี้ เป็นดาวมงคล ช่วยนำโชค
ส่วนสิบตัวนั้นจะนับเป็นหนึ่งตัว สิบเอ็ดตัวจะนับเป็นสองตัว ไปเรื่อยๆตามหลักข้างต้น

จำนวนปลาทองตามแผนภูมิเหอถู 
ปลาทอง หนึ่งตัว สังกัดธาตุน้ำ เพิ่มพลังน้ำ น้ำคือปราณนำโชค ถือว่ามงคล
ปลาทอง สองตัว สังกัดธาตุไฟ ทำให้พลังน้ำอ่อน ถือว่าธรรมดา
ปลาทอง สามตัว สังกัดธาตุไม้ ทำให้พลังน้ำอ่อนถือว่าไม่ดี
ปลาทอง สี่ตัว สังกัดธาตุทอง ช่วยเพิ่มพลังน้ำถือว่าเจริญเป็นมงคล
ปลาทอง ห้าตัว สังกัดธาตุดินจะข่มพลังน้ำ ถือว่าไม่เป็นมงคล
ปลาทอง หกตัว สังกัดธาตุน้ำ เพิ่มพลังน้ำ ถือว่าเป็นมงคล
ปลาทอง เจ็ดตัว สังกัดธาตุไฟ บั่นทองพลังน้ำ น้ำสูญเสียพลังถือว่าธรรมดา
ปลาทอง แปดตัว สังกัดธาตุไม้ พลังน้ำถูกถ่ายเท ถือว่าไม่เป็นมงคล
ปลาทอง เก้าตัว สังกัดธาตุทอง เพิ่มพลังให้กำเนิดน้ำ ถือว่าเป็นมงคล
ปลาทอง สิบตัว สังกัดธาตุดิน ข่มพลังน้ำ ถือว่าไม่เป็นมงคล

เมื่อเทียบทั้งสองแผนภูมิแล้ว เราจะเห็นได้ว่าตัวเลขที่เป็นมงคลจริงๆก็คือ หนึ่งตัว, สี่ตัว, หกตัวและเก้าตัว ท่านที่ต้องการเลี้ยงปลาทองนำโชคจำต้องสนใจให้มากๆ แล้วเปรียบเทียบดูครับ

3. สีของปลาทอง
สีปลาทอง  
ปลาทอง สีทองหรือสีขาว สังกัดธาตุทอง ทองให้กำเนิดน้ำ จึงนำโชคได้ 
ปลาทอง สีดำ สังกัดธาตุน้ำ น้ำเสริมน้ำจึงนำโชคได้ 
ปลาทอง สีแดงหรือสีส้ม สังกัดธาตุไฟ ไฟทอนพลังน้ำ นำโชคได้น้อย 
ปลาทอง สีเหลือง สังกัดธาตุดิน ดินข่มน้ำ นำโชคได้น้อยมาก

4. ลักษณะของปลาที่เลี้ยง
ลักษณะปลาทอง ที่สวยงาม  ถูกต้อง ตามลักษณะของสายพันธุ์ นั้นๆ เป็นอย่างไร มาดูกันครับ
ปลาทองสายพันธุ์ฮอลันดา (Oranda)
ปลาทองฮอลันดา
ลักษณะตามสายพันธุ์ จะแยกอยู่ 2 ประเภท คือ ฮอลันดายักษ์ และ ฮอลันดาปักกิ่ง ในที่นี้จะกล่าวถึงฮอลันดาปักกิ่ง ที่เหมาะสำหรับเลี้ยงในตู้ปลา กล่าวคือ จะต้องเป็นปลาทองที่ได้สมดุลย์ โดยดูจากกระโดงปลาจะต้องตั้งและฐานกระโดงปลาจะต้องแน่น ลำตัวจะต้องกลมได้สัดส่วน จากบนลงล่าง หางไม่ยาวจนเกินไป และหัวจะต้องใหญ่ โดยมีวุ้นปกคลุมในตำแหน่งที่ถูกต้อง ไม่เลอะ คือ วุ้นหน้าผากและวุ้นใต้ดวงตา
ปลาทองสายพันธุ์ริวกิ้น (Fantail)
ปลาทองริวกิ้น
ลักษณะที่ดีโดยสังเกตได้จากด้านบน กระโดงต้องตั้งและฐานใต้กระโดง หรือเรียกกันว่า โหนกจะต้องสูงได้ขนาด มีกล้ามเนื้อที่แน่นรอบๆ โหนกนั้น หน้าจะต้องเล็กเรียวแหลม หางจะต้องไม่ยาวเกินไป แกนหางจะต้องแข็ง และมีเกล็ดปกคลุม รอบโคนหางด้านบน ใบหางจะต้องไม่บาง และที่สำคัญยืนน้ำ ต้องไม่หัวทิ่ม
ปลาทองสายพันธุ์สิงห์ดำตามิด (Siam Black Lionhead)
ปลาทองสิงห์ดำตามิด
เป็นปลาทองสายพันธุ์ที่มีต้นกำเนิดในประเทศไทย ลักษณะที่ดีของปลาสายพันธุ์นี้ คือตัวจะต้องดำสนิทถึงท้องและท้องจะต้องกลม และชิดโคนหาง โดยย้อยออกด้านล่าง ไม่มาก วุ้นจะต้องปกคลุมตาจนมิด หลังจะต้องโค้งเนียน ได้สัดส่วน ใบหางใหญ่ และยืนน้ำได้ดีหัวไม่ทิ่ม เป็นปลาที่เหมาะสำหรับฮวงจุ้ย
ปลาทองสายพันธุ์สิงห์ญี่ปุ่น (Japanese Lionhead)
ปลาทองสิงห์ญี่ปุ่น
เป็นปลาทองสายพันธุ์ที่พัฒนามาจากสิงห์จีน โดยมีลักษณะเด่น คือ หัววุ้นจะขึ้นไม่มาก เหมือนสิงห์จีน โดยจะมีบริเวณหน้าผาก และใต้ดวงตา หรือที่เรียกกันว่า เขี้ยว บริเวณเหงือกจะมีวุ้นไม่มาก หลังจะต้องโค้งเรียบได้สัดส่วน ท้องจะต้องใหญ่ชิดโคนหางและย้อยลงมาเล็กน้อย เวลาว่ายน้ำหน้าจะไม่เชิดขึ้น และยืนน้ำหัวต้องไม่ทิ่ม

หากเกิดมีปลาทองตาย หมายถึงปลาทองตัวนั้น ได้ช่วยรับเคราะห์กรรมแทนผู้ที่เลี้ยง ผู้เลี้ยงจึงควรรีบหา ปลาทองตัวใหม่ มาทดแทนทันทีและควรรีบทำบุญเพื่อเสริมดวงชะตาของผู้ที่เลี้ยง และควรอุทิศส่วนกุศลให้เจ้าปลาทองที่ตายด้วยนะครับ

เท่าที่ทราบมานะครับการเลี้ยงปลาทอง 8 ตัว และสีดำอีก 1 ตัว มีความหมายดังนี้ครับ ปลาทอง 8 ตัว คือหลักการของเลข 8 ที่แสดงถึงความไม่สิ้นสุดครับ เพราะปลาเป็นสีทองทำให้เรามีเงินทองไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนปลาสีดำ 1 ตัว คือหลักตามประเทศไทยครับที่นับถือว่าเลข 9 เป็นเลขมงคล เพราะฉะนั้นการร่วมกันของทั้ง 2 ศาสตร์จึงเป็นเรื่องที่มงคลอย่างยิ่ง และยังมีศาสตร์ของน้ำ คือ การไหลเวียนของน้ำทำให้มีเงินทองไหลเวียน ตลอดครับ การวางตู้ควรวางหันหน้าไปทางทิศตะวันออกครับ แต่ถ้าวางกลับกับความหมายก็จะกลับกันเป็นตรงกันข้ามครับ

ปลา "มงคล"





ปลาเป็นสัตว์มงคล
ปลาสัตว์มงคล
เพราะคำว่า หยู ที่หมายถึงปลา พ้องเสียงกับคำว่า หยู ที่หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ ปลาจึงเป็นสัญลัษณ์ของความมั่งคั่ง เด็กกับปลา จะหมายถึง “ขอให้จงมีความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์จากลูกชายที่ได้รับตำแหน่งสูงขึ้น”   ปลาคาร์ฟ มาจากคำว่า “หลี่” หมายถึง ผลกำไรหรือประโยชน์ ปลาคาร์ฟ จึงเป็นสัญลักษณ์ของความปรารถนาจะได้ผลกำไรหรือประโยชน์จากการทำธุรกิจ

ปลาคาร์ฟ

ปลาคาร์ฟ  ข้ามซุ้มประตูมังกร ปลาหลี่ฮื้อ หรือหลี่อวี๋ หมายถึง ความสำเร็จ โดยมีตำนานว่า ปลาหลี่ฮื้อตัวใดสามารถว่ายมาถึงประตูมังกรที่ปากทางสวรรค์ แล้วกระโดดข้ามไปได้ จะกลายเป็น "ปลามังกร" ซึ่งเป็นคติสอนใจชาวจีนว่า คนจนก็มีสิทธิ์รวยได้ ถ้ามีความมุ่งมั่นและพยายามเหมือนปลาหลี่ฮื้อ ที่เพียรว่ายน้ำมาจนถึงปากทางสวรรค์ และใช้แรงพยายามสุดชีวิตเพื่อให้เข้าประตูมังกรได้สำเร็จ ซึ่งจะได้เปลี่ยนเป็นปลาที่มีเกียรติยศสง่างาม ถ้าปลาตัวใดกระโดดข้ามไม่ได้ก็ยังคงเป็นปลาหลี่ฮื้อตามเดิม จึงนิยมใช้ปลาหลี่ฮื้อแทนคำอวยพรที่ว่า ขอให้ประสบความสำเร็จในชีวิต และให้มีเพียงพอ
ส่วนหนวดปลานั้นเป็นเครื่องหมายของพลังอำนาจเหนือ ธรรมชาติ ดอกบัว หมายถึง “ขอจงมีบางสิ่งอยู่ทุกปี”   ปลาทอง คำว่าปลาทองในภาษาจีนมีเสียงพ้องกับคำที่หมายถึง “ มีทองล้นหลาม” ปลาทองจึงมักจะเป็นของขวัญสำคัญอีกอย่างที่นิยมมอบให้กันในวันมงคลต่างๆ


ปลาอะโรวาน่า

ปลาอะโรวาน่า หรือที่ชาวจีนรู้จักในชื่อ "ปลามังกร" นั้นถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง ด้วยรูปร่างลักษณะที่ดูละม้ายคล้ายคลึงกับมังกรในวัฒนธรรมตะวันออก ปลาชนิดนี้จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภที่ดี ความแข็งแกร่ง อำนาจ และผู้สะกดสิ่งชั่วร้ายในที่อยู่อาศัย หลายคนเชื่อว่าสีของปลามังกรที่มีความสง่างามนั้น เป็นสีเดียวกับฉลองพระองค์ของฮ่องเต้ (สีเหลือง) ดังนั้นสายพันธุ์ปลาอะโรวาน่าอย่าง สายพันธุ์ทองมาเลย์ (Cross Back Golden) จึงเป็นที่ต้องการและมีราคาสูง

ในบางประเทศทางแถบเอเซีย เช่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย ปลาอะโรวาน่า มักจะมีความเกี่ยวพันกับบุคคลที่ร่ำรวยมากๆ หรือมีอิทธิพล โดยเฉพาะผู้ที่เชื่อว่าการเลี้ยงปลาอะโรวาน่าจะทำให้ธุรกิจของเขาเจริญรุ่งเรือง ความเชื่อนี้มาจากการที่น้ำคือแหล่งที่ "พลังชี่" ก่อตัว และปลามังกรจะช่วยเสริมพลังหยางเข้าไปนำมาซึ่ง "เซิงชี่" ในสถานที่นั้นๆ หรือใช้กระตุ้นดาวมงคลใดๆ ก็แล้วแต่ที่ปรากฏขึ้นในบ้าน หรือในสำนักงาน ในบางแห่ง เช่น ฮ่องกง ปลาอะโรวาน่ายังเป็นเครื่องแสดงถึงความมั่งคั่ง และสถานะของบุคคลอีกด้วย

ประวัติปลาทอง




ประวัติของปลาทอง

            ปลาทองมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและญี่ปุ่น ต่อมาถูกนำไปเลี้ยงในยุโรปเมื่อศตวรรษที่ 17 และถูกนำไปเผยแพร่ในอเมริกา ในศตวรรษที่ 19 ชาวจีนและชาวญี่ปุ่นรู้จักผสมพันธ์ปลาทองมานานแล้ว และได้ปลาทองลูกผสมที่น่า สนใจ มีสีหลากหลายตั้งแต่สีแดง สีทอง สีส้ม สีเทา สีดำและสีขาว แม้กระทั่งปลาทองสารพัดสีในตัวเดียวกัน ปลาทองมีชีวิตอยู่ตามแหล่งธรรมชาติ จนกระทั่งมีชาวจีนบางคนได้จับมาเลี้ยงตามบ่อเพราะดูน่าตาสวยดี สีสันแปลกตา สร้างความเพลิดเพลินใจได้เป็นอย่างดี จึงเลี้ยงสืบต่อกันมาเรื่อยๆ ทำให้มีการแปรผันผันแปร และพัฒนาเรื่อยมา 

          ประกอบกับความนิยมเลี้ยงที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ปลาทองที่เลี้ยงมีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนแปรไป เช่น แต่เดิมปลาทองจะหาอาหารตามบ่อน้ำธรรมชาติเพื่อเลี้ยงชีวิตซึ่งต้องออกเรี่ยวออกแรง ไขมันส่วนเกินก็ไม่มี หุ่นก็เพรียวลม ครั้นย้ายนิวาสสถานมาอยู่ตามบ่อเลี้ยง อาหารปลาก็ถูกนำมาเสริฟกันถึงขอบบ่อ แถมเสิร์ฟเป็นเวลาซะด้วย ทำให้ปลาทองบางตัวพุงป่องดูอ้วนตุ้ยนุ้ยขึ้นและหากลักษณะต่างๆ ดังกล่าวเกิด เป็นที่ประทับใจมนุษย์หรือคนดูคนชมว่าสวยแล้ว ก็จะถูกขุนขึ้นไปเรื่อยๆ ตามสูตร 
          ปลาทองถูกมนุษย์เลี้ยงมาตั้งแต่อดีต ประมาณ พ.ศ. 1161-1450 หรือนับเป็นพันปีมาแล้ว ปลาทองในสภาพธรรมชาติที่ไม่ได้ถูกมนุษย์นำมาเลี้ยงนั้น ก็ได้พัฒนาตัวเองทำมาหากินตามธรรมชาติ สืบทอดสายพันธ์มาจนถึงปัจจุบัน ก็แทบจะเป็นคนละปลาเดียวกันกับปลาทองของวันนี้เลย เพราะเมื่อพิจารณาดูจะพบว่าปลาใน ปลาตะเพียนทั้งหลายแหล่ต่างก็อยู่ในเทือกเขาเหล่าตระกูลเดียวกันกับปลาทอง คือ FAMILY CYYPRNDAE 

ปลาทองชนิดต่าง ๆ

ชื่อไทย         ทองหัวสิงห์
ชื่ออังกฤษ     Lion head gold fish
ชื่อวิทยาศาสตร์     Carasius auratuss
แหล่งกำเนิด     ประเทศจีน

          ปลาทองหัวสิงห์เป็นปลาทองชนิดที่ได้รับความนิยมมากในหมู่ผู้เลี้ยงปลา ปลาชชนิดนี้มีรูปทรงสง่างาม มีอยู่ 2 สายพันธุ์คือ สิงห์จีนและสิงห์ญี่ปุ่น สิงห์จะมีลักษณะหัวใหญ่ส่วนใหญ่จะมีวุ้นหนา ลำตัวยาว สิงห์ญี่ปุ่นส่วนหัวจะเล็กกว่าส่วนใหญ่ไม่มีวุ้นลำตัวสั้น หลังจะโค้งมน หางสั้นและเชิดขึ้นดูสง่างาม ปลาทองหัวสิงห์เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย กินลูกน้ำ ไรแดง ไข่น้ำ การเลี้ยงปลาชนิดนี้ให้ได้ดีควรเลี้ยงในอ่างตื้น ๆ ลึกไม่เกิน 8 นิ้ว จะทำให้ปลามีรูปร่างสวยงาม

ชื่อไทย         ริวกิ้น
ชื่ออังกฤษ     Veiltail
ชื่อวิทยาศาสตร์     Carrasius auratus
แหล่งกำเนิด     ประเทศจีน

          ปลาทองริ้วกิ้นเป็นปลาทองที่นิยมของ ผู้เลี้ยงปลา เนื่องจากมีรูปทรงสวยงาม ลำตัวป้อมสั้น ท้องใหญ่ หางยาวเป็นพวง ส่วนหัวสูง ลำตัวเป็นสีส้ม หรือส้มแดงปนขาว เวลาว่ายน้ำจะเป็นถ่วงท่าที่ดูสง่างาม ปลาชนิดนี้มีทั้งที่สั่งมาจากประเทศญี่ปุ่นและเพาะพันธ์ขึ้นเองในประเทศ ปลาจากญี่ปุ่นจะมีรูปร่างและสีดีกว่าของไทย แต่มีราคาสูงกว่าของไทยมาก ตู้ที่เลี้ยงปลาชนิดนี้ต้องมีน้ำใสสะอาด ไม่ควรให้น้ำเย็นเกินไป ปลาริ้วกิ้นชอบกินลูกน้ำ ไรสีน้ำตาล และอาหารสำเร็จ